* -

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 7
1  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / พระขทิรวนิยเรวต เถระ เมื่อ: 18 กันยายน 2554 06:36:38 pm




พระขทิรวนิยเรวตเถระ

๑. สถานะเดิม

       พระขทิรวนิยเรวตเถระ นามเดิม เรวตะ แต่เมื่อบวชแล้วท่านพำนักอยู่ในป่าไม้ตะเคียน จึงมีชื่อว่า ขทิรวนิยเรวตะ
       บิดาชื่อ วังคันตพราหมณ์
       มารดาชื่อ นางสารีพราหมณี
       เกิดที่บ้านนาลันทา แคว้นมคธ เป็นคนวรรณะพราหมณ์

๒. ชีวิตก่อนบวช

       เรวตะ เป็นบุตรชายคนเล็กของครอบครัว เหลืออยู่คนเดียว ส่วนคนอื่นบวชกันหมดแล้ว บิดาและมารดาจึงหาวิธีผูกมัด โดยจัดให้แต่งงานตั้งแต่มีอายุได้ ๘ ขวบ

๓. มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

       ครั้นถึงวันแต่งงาน บิดาและมารดาแต่งตัวให้เรวตะอย่างภูมิฐาน นำไปยังบ้านของนางกุมาริกา ขณะทำพิธีมงคลสมรสรดน้ำสังข์ ได้นำญาติผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ฝ่ายไปอวยพร ถึงลำดับยายแห่งนางกุมาริกา ซึ่งมีอายุ ๑๒๐ ปี เข้ามาอวยพร คนทั้งหลายให้พรคู่สมรสทั้งสองว่า ขอให้มีอายุมั่นขวัญยืนเหมือนกับยายนี้

       เรวตะได้ฟังดังนั้น มองดูคุณยาย ผมหงอก ฟันหัก หนังเหี่ยว หลังโกง เนื้อตัวสั่นเทา รู้สึกสลดใจกับการที่ตนเองจะต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้นในวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเสร็จพิธีญาติจึงพาเขากลับบ้าน ในระหว่างทางเขาได้หาอุบายหนีไปยังสำนักของภิกษุผู้อยู่ป่า ขอบรรพชากับท่าน ภิกษุนั้นก็จัดการบวชให้ เพราะพระสารีบุตรได้สั่งไว้ว่า ถ้าน้องชายของท่านมาขอบวชให้บวชได้เลย เพราะโยมบิดาและมารดาของท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ

๔. การบรรลุธรรม

       สามเณรเรวตะ ครั้นอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ เรียนกรรมฐานในสำนักอุปัชฌาย์อาจารย์แล้ว ได้ไปอาศัยอยู่ในป่าไม้ตะเคียน บำเพ็ญเพียรภาวนา ในไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์

๕. งานประกาศพระศาสนา

       พระเรวตเถระนี้ แม้ตำนานไม่ได้กล่าวว่าท่านได้ใครมาเป็นสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกก็ตาม แต่ปฏิปทาเกี่ยวกับการอยู่ป่าของท่าน ก็นำมาซึ่งความเลื่อมใสของผู้ที่ได้รู้จักในสมัยนั้น และได้ศึกษาประวัติของท่านในภายหลังต่อมา แม้แต่องค์พระศาสดาและมหาสาวกยังไปเยี่ยมท่านถึงป่าไม้ตะเคียนที่ท่านจำ พรรษาอยู่

๖. เอตทัคคะ

       เพราะท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระนี้ ชอบอาศัยอยู่ในป่า องค์พระศาสดาจึงทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า

๗. บุญญาธิการ

       แม้พระขทิรวนิยเรวตเถระนี้ ก็ได้เห็นพระปทุมุตตรศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายผู้อยู่ป่า สนใจอยากได้ตำแหน่งเช่นนั้นบ้าง จึงได้สร้างกุศลมีทานเป็นต้น อันพระทศพลทรงพยากรณ์ว่าจะสำเร็จแน่นอน ในกาลแห่งพระสมณโคดม จึงได้สร้างสมความดีอีกช้านาน แล้วได้สมดังปณิธานที่ตั้งไว้ทุกประการ

๘. ธรรมวาทะ

       ตั้งแต่อาตมภาพ สละเรือนออกบวช ยังไม่เคยรู้จักความคิดอันเลวทราม ประกอบด้วยโทษ ไม่เคยรู้จักความคิดว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงเดือดร้อน จงถูกฆ่า จงประสบความทุกข์ อาตมภาพรู้จักแต่การเจริญเมตตาจิต อย่างหาประมาณมิได้ ซึ่งอาตมภาพค่อย ๆ สะสมมาโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้

๙. นิพพาน

       พระขทิรวนิยเรวตเถระ ครั้นสำเร็จพระอรหัตผลแล้ว ได้ปฏิบัติหน้าที่ของพระสงฆ์เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชนตามสมควรแก่เวลา แล้วได้นิพพานจากไปตามสัจธรรมของชีวิต


2  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / พระสีวลีเถระ เมื่อ: 18 กันยายน 2554 06:33:15 pm




พระสีวลีเถระ

๑. สถานะเดิม

       พระสีวลีเถระ นามเดิม สีวลี
       บิดาไม่ปรากฏนาม
       มารดา พระนางสุปปวาสา พระธิดาเจ้าเมืองโกลิยะ

       เขาอยู่ในครรภ์มารดาถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน
       ทำให้มารดามีลาภสักการะมาก และคลอดง่ายที่สุด

๒. ชีวิตก่อนบวช

       ย้อนไปถึงก่อนที่ท่านจะประสูติ พระมารดาเสวยทุกขเวทนาหนักมาก จึงให้พระสวามีไปบังคมทูลพระศาสดา พระศาสดาตรัสประทานพรให้ว่า ขอพระธิดาแห่งโกลิยวงศ์จงมีความสุข ปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระโอรสหาโรคมิได้เถิด พระนางก็ประสูติพระโอรสสมพุทธพรทุกประการ แล้วได้ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน

๓. มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

       เมื่อสีวลีกุมารประสูติ พระมารดาและพระประยุรญาติได้ถวายมหาทาน ๗ วัน ในวันที่ ๗ พระสารีบุตรเถระจึงชวนเธอบวช เธอตอบว่าถ้าบวชได้ก็จะบวช พระมารดาทรงทราบก็ดีใจ อนุญาตให้พระเถระบวชกุมารได้ตามประสงค์ พระเถระจึงนำกุมารไปบวชเป็นสามเณร ตั้งแต่กุมารบวชแล้ว ลาภ สักการะได้เกิดแก่ภิกษุทั้งหลายมากมาย

๔. การบรรลุธรรม

       พระสีวลีได้ฟังตจปัญจกกรรมฐานจากพระสารีบุตรเถระ แล้วบรรลุพระอรหัตผลในเวลาปลงผม ท่านกล่าวว่า จดมีดโกนครั้งแรกบรรลุโสดาปัตติผล ครั้งที่ ๒ บรรลุสกิทาคามิผล ครั้งที่ ๓ บรรลุอนาคามิผล พอปลงผมเสร็จบรรลุพระอรหัตผล

๕. งานประกาศพระศาสนา

       พระสีวลีนั้นเป็นพระที่มนุษย์และเทวดาเคารพนับถือ บูชามาก จึงเป็นพระที่มีลาภมาก แต่มักจะถูกมองว่า เป็นเรื่องของบุญเก่า แต่ถึงอย่างไรก็ตามเหตุการณ์อย่างนี้ ก็ต้องถือว่าท่านมีส่วนสำคัญในการประกาศพระศาสนา เพราะทำให้คนที่ยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เกิดศรัทธา เพราะยากจะหาพระที่มีบุญญาธิการเหมือนท่าน

๖. เอตทัคคะ

       เพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้มีลาภมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือจะไปที่ไหนช่วยให้ภิกษุทั้งหลาย ไม่ขัดสนปัจจัยลาภไปด้วย พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มี ลาภมาก

๗. บุญญาธิการ

       แม้พระสีวลีเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญความดีอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมานาน ในกาลแห่งปทุมุตตรพุทธเจ้า ได้เห็นพระศาสดาตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคะ ว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภ จึงทำบุญมีประการต่าง ๆ แล้วตั้งความปรารถนาว่า ขอให้ตนเองได้เป็นเช่นภิกษุรูปนั้นบ้าง ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า จะได้สำเร็จในสมัยแห่งพระสมณโคดม

๘. ธรรมวาทะ

       ข้าพเจ้าไปสู่กระท่อม เพื่อจะทำความดำริเหล่าใดให้สำเร็จ ความดำริเหล่านั้นของข้าพเจ้าสำเร็จแล้ว ข้าพเจ้าถอนมานานุสัยได้ จึงได้บรรลุวิชาและวิมุตติ

๙. นิพพาน

       พระสีวลีเถระได้บรรลุประโยชน์สูงสุดของตนแล้ว ได้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อมหาชน จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จึงได้นิพพานดับสังขารสู่บรมสุขอย่างถาวร


3  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / พระวักกลิเถระ เมื่อ: 18 กันยายน 2554 06:28:44 pm




พระวักกลิเถระ

๑. สถานะเดิม

       พระวักกลิเถระ นามเดิม วักกลิ
       บิดาและมารดาไม่ปรากฏนาม เป็นพราหมณ์ชาวสาวัตถี

๒. ชีวิตก่อนบวช

       เมื่อเติบโตเขาได้ศึกษาลัทธิพราหมณ์ เรียนจบเวท ๓ แต่ไม่ได้ตั้งตัวเป็นคณาจารย์สั่งสอนใคร

๓. มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

       วันหนึ่ง เขาเห็นพระศาสดาแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จดำเนินไปในพระนครสาวัตถี ไม่อิ่มด้วยการดูพระรูปสมบัติ จึงติดตามพระองค์ไปทุกหนทุกแห่ง ในที่สุดตัดสินใจว่าต้องบวชจึงจะได้เห็นพระศาสดาตลอดเวลา เขาจึงขอบวช แล้วได้บวชในสำนักพระศาสดา

๔. การบรรลุธรรม

       ตั้งแต่บวชแล้ว พระวักกลิติดตามดูพระศาสดาตลอดเวลา เว้นเวลาฉันอาหารเท่านั้น พระศาสดาทรงรอคอยความแก่กล้าแห่งญาณของเธอ จึงไม่ตรัสอะไร ครั้นทราบว่าญาณของเธอแก่กล้าแล้ว จึงได้ตรัสแก่เธอว่า วักกลิ จะมีประโยชน์อะไรกับการดูร่างกายที่เปื่อยเน่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ดูก่อนวักกลิ บุคคลผู้เห็นธรรมชื่อว่าเห็นเรา บุคคลผู้เห็นเราชื่อว่า ย่อมเห็นธรรม

       แม้พระศาสดาตรัสอย่างนี้ ท่านก็ยังไม่เลิกดูพระศาสดา ทรงพระดำริว่า ภิกษุนี้ถ้าไม่ได้ความสังเวชคงไม่บรรลุธรรม จึงทรงขับไล่ว่า วักกลิเธอจงหลีกไป ท่านเสียใจมาก ขึ้นไปบนภูเขาจะฆ่าตัวตาย พระองค์ทรงเปล่งพระรัศมีไปโปรด ตรัสเรียกเธอว่า วักกลิ เธอรู้สึกปลื้มใจมาก นึกถึงพระดำรัสของพระศาสดา ข่มปีติได้แล้วบรรลุพระอรหัตผล

๕. เอตทัคคะ

       เพราะพระวักกลิเถระบรรลุพระอรหัตผลด้วยศรัทธาในพระศาสดา ฉะนั้นจึงทรงยกย่องท่านว่า เป็นเลิศแห่งภิกษุผู้เป็นสัทธาวิมุตติ (พ้นจากกิเลสเพราะสัทธา)

๖. บุญญาธิการ

       แม้พระวักกลิเถระนี้ ก็ได้สร้างสมบารมีอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมานาน ในสมัยพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ได้เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคะว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้สัทธาวิมุตติ จึงได้บำเพ็ญกุศลปรารถนาผลเช่นนั้นบ้าง พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า จะสมประสงค์ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระโคดม จึงสร้างสมความดีอีกยาวนานนับได้แสนกัปจึงสมปรารถนา ดังได้กล่าวมา

๗. ธรรมวาทะ

       ข้าพระองค์จะแผ่ปีติและสุขไปให้ทั่วร่างกาย จะอดกลั้นปัจจัยอันเศร้าหมอง เจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ จะไม่เกียจคร้านระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุคคลชั้นเลิศ ฝึกพระองค์แล้วพระทัยตั้งมั่นตลอดทั้งกลางคืนและกลางวัน

๘. นิพพาน

       พระวักกลิเถระ ครั้นดำรงอยู่ตามสมควรแก่เวลาของท่าน ก็ได้นิพพานจากไป เหลือไว้แต่ปฏิปทาที่ควรค่าแก่การศึกษาของปัจฉิมชนตาชนผู้สนใจพระพุทธศาสนา ต่อไป


4  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / พระพาหิยทารุจีริยเถระ เมื่อ: 18 กันยายน 2554 06:19:09 pm





พระพาหิยทารุจีริยเถระ

๑. สถานะเดิม

       พระพาหิยทารุจีริยเถระ นามเดิม พาหิยะ
       ภายหลังเขานุ่งเปลือกไม้ จึงได้ชื่อว่า พาหิยทารุจีริยะ

       บิดาและมารดาไม่ปรากฏนาม เป็นชาวพาหิยรัฐ วรรณะแพศย์

๒. ชีวิตก่อนบวช

       เมื่อเติบโต เขามีอาชีพค้าขาย วันหนึ่งนำสินค้าลงเรือไปขายยังจังหวัดสุวรรณภูมิ เรืออับปาง คนในเรือเสียชีวิตทั้งหมด เหลืออยู่แต่เขาคนเดียว เกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งไว้ได้ ลอยคอไปขึ้นที่ท่าเรือชื่อสุปารถะ ผ้านุ่งผ้าห่มถูกคลื่นซัดหลุดหายไปหมด จึงเอาใบไม้บ้าง เปลือกไม้บ้าง ถักพอปิดร่างกาย ถือภาชนะกระเบื้องดินเผาเที่ยวขอทานเลี้ยงชีพ คนทั้งหลายเห็นเขาแต่งตัวแปลก ๆ คิดว่าเป็นพระอรหันต์ จึงนำอาหารไปให้มากมาย บางคนนำเอาผ้าไปให้ แต่เขาไม่ยอมนุ่งผ้า คงนุ่งผ้าเปลือกไม้ต่อไป และสำคัญผิดคิดว่าเป็นพระอรหันต์

๓. มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

       ครั้งนั้น เทวดาตนหนึ่ง ผู้เคยบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกันมาในชาติก่อน แล้วได้ไปเกิดเป็นพรหมชั้นสุทธาวาส ได้ลงมาให้สติแก่เขาว่า พาหิยะ ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ดอก แม้แต่ข้อปฏิบัติที่จะทำให้บรรลุพระอรหัตผล ท่านก็ยังไม่รู้เลย ผู้เป็นพระอรหันต์และรู้ข้อปฏิบัติที่จะทำให้บรรลุพระอรหัตผล อยู่ที่พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี เขาสลดใจ ได้ไปเฝ้าพระศาสดาตามคำของเทวดา พบพระศาสดากำลังทรงดำเนินบิณฑบาตอยู่ รีบร้อนวิงวอนจะฟังพระธรรมเทศนาให้ได้ พระศาสดาทรงปฏิเสธถึง ๓ ครั้ง ครั้นทรงทราบว่า ญาณของเขาแก่กล้าแล้ว และปีติของเขาสงบลงแล้วจึงได้ตรัสว่า พาหิยะ ขอให้เธอศึกษา ดังนี้ เมื่อเห็นขอให้เป็นเพียงการเห็น (ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐํ มตฺตํ ภวิสฺสติ)

       ในเวลาจบเทศนา เขายืนอยู่กลางถนนนั่นเอง ส่งญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทา ได้ทูลขอบรรพชากับพระศาสดา แต่มีบาตรและจีวรยังไม่ครบ จึงไปหาบาตรและจีวร กำลังดึงท่อนผ้าเก่าจากกองขยะ อมนุษย์คู่เวรกันเข้าสิงในร่างแห่งแม่โคตัวหนึ่ง ทำร้ายท่านจนถึงสิ้นชีวิต จึงไม่ทันได้บวช

๔. งานประกาศพระศาสนา

       พระพาหิยทารุจีริยเถระ แม้ท่านจะยังไม่ได้บวชตามพิธีอุปสมบทกรรมตามพระวินัย แต่ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตผล จัดเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาได้ และมีประวัติอยู่ในจำนวนพระอสีติมหาสาวก พระศาสดาเสด็จออกจากเมืองสาวัตถี ทอดพระเนตรเห็นศพของพระพาหิยะล้มอยู่ในกองขยะ จึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายนำไปทำการฌาปนกิจ แล้วให้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ที่ทางสี่แพร่ง ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่า ท่านบรรลุมรรคอะไรเป็นสามเณรหรือเป็นภิกษุ พระศาสดาตรัสว่า พาหิยะปรินิพพานแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจึงจบลงด้วยดี ประวัติพระพาหิยทารุจีริยเถระจึงเป็นการประกาศหลักการทางพระพุทธศาสนาว่า เมื่อปฏิบัติจนได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว จะบวชตามพระวินัยหรือไม่ก็ตาม ก็จัดเป็นพระสงฆ์ได้ทั้งนั้น คือเป็น อริยสงฆ์

๕. เอตทัคคะ

       เพราะพระพาหิยทารุจีริยเถระ ได้บรรลุธรรมเร็วพลัน เพียงฟังพระพุทธพจน์ว่า ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐํ มตฺตํ ภวิสฺสติ (เมื่อเห็นขอให้เป็นเพียงการเห็น) พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้รู้เร็วพลัน

๖. บุญญาธิการ

       แม้พระพาหิยทารุจีริยเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมานาน ในกาลแห่งพระปทุมุตตรศาสดา ได้เห็นพระพุทธองค์ทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้ง หลายผู้รู้เร็วพลัน จึงได้บำเพ็ญกุศลแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น อันพระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า จะได้สมประสงค์ในสมัยแห่งพระพุทธองค์ทรงพระนามว่า โคดม และก็ได้สมตามความปรารถนา ดังพุทธวาจาทุกประการ

๗. ธรรมวาทะ

       ผู้ท่องเที่ยวไปในสงสาร ไม่เคยได้อาหาร คือ คำข้าว เลยหรือ ? ข้าพระองค์ ไม่รู้อันตรายแห่งชีวิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือของข้าพระองค์ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด

๘. นิพพาน

       พระพาหิยทารุจีริยเถระ ได้ถูกอมนุษย์ผู้มีเวรต่อกันเข้าสิงในร่างแม่โคชนในขณะกำเก็บผ้าบังสุกุลในกองขยะแล้วนิพพาน


5  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / พระพากุลเถระ เมื่อ: 18 กันยายน 2554 06:09:46 pm



พระพากุลเถระ


๑. สถานะเดิม

       พระพากุลเถระ นามเดิม พากุล แปลว่า คนสองตระกูล

       บิดาและมารดาไม่ปรากฏนาม เป็นเศรษฐีชาวเมืองโกสัมพี

๒. ชีวิตก่อนบวช

       เมื่อพระพากุละเกิดได้ ๕ วัน มีการทำมงคล โกนผมไฟและตั้งชื่อ พี่เลี้ยงได้พาไปอาบน้ำที่ท่าน้ำแม่น้ำคงคา ปลาได้กินทารกนั้น แล้วแหวกว่ายไปตามแม่น้ำ แต่เด็กนั้นเป็นผู้มีบุญ ทางศาสนาเรียก ปัจฉิมภวิกสัตว์ แปลว่า ผู้เกิดในภพสุดท้าย ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหัตทำอย่างไรก็ไม่ตาย

       ปลานั้นว่ายไปตามแม่น้ำ ไปติดข่ายของชาวประมงในพระนครพาราณสี ชาวประมงนั้นจึงนำเอาปลานั้นไปขาย ในที่สุดเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ได้ซื้อเอาไว้ เมื่อแหวะท้องปลา ก็พบทารกน่ารักเพศชายนอนอยู่ เพราะเศรษฐีนั้นไม่มีบุตรและธิดา จึงรู้สึกรักเด็กนั้นมาก ได้เลี้ยงดูไว้อย่างดี

       ครั้นต่อมา เศรษฐีผู้เป็นบิดาและมารดาเดิมได้ทราบเรื่องนั้น จึงไปยังบ้านของเศรษฐีชาวพาราณสี พบเด็กจำได้ว่าเป็นลูกของตน จึงได้ขอคืน แต่เศรษฐีชาวพาราณสีไม่ยอม เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงถวายฎีกาต่อพระเจ้าพาราณสี พระองค์จึงทรงวินิจฉัยให้ตระกูลทั้งสองผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงเด็กนั้นคนละ ๔ เดือน เด็กนั้นค่อย ๆ เติบโตขึ้นโดยลำดับ

๓. มูลเหตุของการบวชในพระพุทธศาสนา

       เมื่อพระศาสดา เสด็จไปประกาศพระพุทธศาสนาในพระนครพาราณสี พากุลเศรษฐีพร้อมด้วยบริวารได้พากันไปเฝ้า แล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระศาสดาทรงประทานให้ตามประสงค์

๔. การบรรลุธรรม

       พระพากุละ ครั้นบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ตั้งใจรับฟังพระโอวาทจากพระศาสดา ไม่ประมาท พากเพียรภาวนา เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพียง ๗ วัน ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์

๕. งานประกาศพระศาสนา

       พระพากุลเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตผลจบกิจส่วนตัวของท่านแล้ว ก็ได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นพระเถระผู้ใหญ่ ท่านเป็นผู้ที่มีอายุยืนที่สุด บวชเมื่ออายุ ๘๐ ปี เป็นพระอีก ๘๐ พรรษา ตามนี้ท่านจึงต้องมีอายุ ๑๖๐ ปี ตำนานกล่าวว่า ท่านไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่ต้องฉันยารักษาโรคเลย ที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านได้สร้างเว็จจกุฎีถวายสงฆ์ และได้บริจาคยาให้เป็นทาน ท่านเป็นพระรูปหนึ่งในจำนวน ๕๐๐ รูป ที่เข้าร่วมสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก

๖. เอตทัคคะ

       เพราะพระพากุลเถระ เป็นผู้ที่มีโรคน้อย และมีอายุยืนดังกล่าวมา พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีโรคาพาธน้อย

๗. บุญญาธิการ

       แม้พระพากุลเถระนี้ ก็ได้สร้างสมบุญญาธิการอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมานาน ในกาลแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีโรคาพาธน้อย อยากได้ตำแหน่งเช่นนั้นบ้าง จึงได้สร้างบุญกุศลอันจะอำนวยผลให้เป็นเช่นนั้น แล้วตั้งความปรารถนา พระศาสดาทรงพยากรณ์ว่า จะสำเร็จสมปณิธานในพุทธกาลแห่งพระสมณโคดม และก็ได้สมจริงทุกประการ

๘. ธรรมวาทะ

       ผู้ผลัดวันประกันพรุ่ง ย่อมทำลายเหตุแห่งความสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง บุคคลพูดอย่างไรพึงทำอย่างนั้น อย่าเป็นคนพูดอย่างทำอย่าง เพราะบุคคลผู้พูดอย่างทำอย่าง ผู้รู้ย่อมดูหมิ่นได้

       พระนิพพานอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ไม่มีความโศก ไม่มีธุลี คือ กิเลส เกษม (ไม่ถูกกิเลสรบกวน) ดับความทุกข์ทั้งสิ้น เป็นสุขที่แท้จริง

๙. นิพพาน

       พระพากุลเถระ ครั้นได้สำเร็จอรหัตผลแล้ว ได้ปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และชาวโลกจนถึงอายุขัยของท่าน แล้วได้นิพพานจากไป ตามตำนานกล่าวว่า ก่อนนิพพานท่านได้เข้าเตโชสมาบัติ นั่งนิพพานในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ เมื่อนิพพานแล้วไฟได้ไหม้สรีระร่างของท่านหมดไป ณ ที่นั้นเอง


6  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / พระนาลกเถระ เมื่อ: 18 กันยายน 2554 06:07:37 pm


พระนาลกเถระ


         ชาติภูมิ

         ท่านพระนาลกะ เป็นบุตรของน้องสาวอสิตดาบส หรือกาฬเทวิลดาบส ในกรุงกบิลพัศดุ์ เมื่อครั้งพระมหาบุรุษประสูติใหม่ กาฬเทวิลดาบสไปเยี่ยมเยียน ได้เห็นพระลักษณะของพระมหาบุรุษถูกต้องตามตำราพยากรณ์ของพราหมณ์ ว่าพระองค์จะเสด็จออกทรงผนวช แล้วจัดได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก จึงมาแนะนำนาลกะผู้หลานชายให้ออกบวชประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ คอยพระองค์อยู่ นาลกะก็กระทำตามคำแนะนำฯ
 
        อุปสมบท – ประพฤติโนไนยปฏิบัติ

       เมื่อพระมหาบุรุษเจ้าเสด็จออกทรงผนวชได้ตรัสรู้แล้ว นาลกะได้ทราบข่าว จึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลถามปัญหาโมไนยปฏิบัติ พระองค์ก็ทรงพยากรณ์ให้โดยนัยเป็นต้นว่า พึงทำจิตให้เสมอในสัตว์และบุคคลทั้งปวง อย่าโกรธอย่าโทมนัสขัดแค้นในเมื่อถูกบริภาษ เมื่อเวลาจบพยากรณ์ปัญหา นาลกะเกิดความเลื่อมใส จึงทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย

       ครั้นได้อุปสมบทแล้วทูลลาพระบรมศาสดาเข้าไปสู่ป่า อุตส่าห์พยายามทำความเพียรในโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฎ์ ไม่ทำความสนิทสนมกับชาวบ้าน ไม่ติดในบุคคลและถิ่น เป็นผู้มักน้อยในที่จะเห็น เป็นผู้มักน้อยในที่จะฟัง เป็นผู้มักน้อยในที่จะถาม ไม่ช้าไม่นานท่านก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล

        ท่านเป็นผู้ปฏิบัติโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ เป็นธรรมเนียมของผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ จะคงมีชีวิตอยู่ได้ ๗ เดือนเป็นอย่างน้อย ๗ ปีเป็นอย่างกลาง ๑๖ ปีเป็นอย่างสูง และในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ จะมีพระสาวกผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัติเพียงองค์เดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะนี้ จัดว่าพระนาลกะ เป็นผู้บำเพ็ญเพียรโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ นับแต่วันที่ท่านได้บรรลุพระอรหัตผลมา ท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่ได้เพียง ๗ เดือนเท่านั้นก็ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอิริยาบถยืน เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระบรมศาสดาฯ


7  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / พระองคุลิมาลเถระ เมื่อ: 18 กันยายน 2554 06:04:40 pm


พระองคุลิมาลเถระ

 
        ชาติภูมิ

         ท่านพระองคุลิมาล เป็นบุตรพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ในพระนครสาวัตถี  มารดาชื่อว่านางมันตานีพราหมณี เมื่อท่านคลอดจากครรภ์มารดา ได้บังเกิดเหตุอัศจรรย์ บรรดาเครื่องศาสตราอาวุธยุทธภัณฑ์อันมีอยู่ในเรือนนั้นก็ดี เครื่องพระแสงศาสตรวุธของพระเจ้าปัสเสนทิโกศลก็ดี ก็บังเกิดรุ่งเรืองเป็นเปลวไฟรุ่งโรจน์โชตนาการ ฝ่ายปุโรหิตาผู้เป็นบิดา เมื่อเห็นเหตุนั้นแล้วจึงออกจากเรือนเล็งแลดูฤกษ์บน ฤกษ์นั้นก็ปรากฏในอากาศประหลาดใจหนักหนา ด้วยว่าบุตรนั้นจะเกิดเป็นโจร ครั้นเพลารุ่งเช้าจึงเข้าไปสู่ที่เฝ้า กราบทูลเนื้อความนั้นให้พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงทราบ ผลที่สุดได้กราบทูลให้พระองค์จับกุมประหารชีวิตเสีย แต่พระองค์หาทรงทำไม่ จึงรับสั่งให้บำรุงเลี้ยงรักษาไว้ฯ ปุโรหิตาจารย์ก็อภิบาลบำรุงรักษากุมารนั้นไว้ และให้นามว่า “เจ้าอหึสกกุมาร” แปลว่า กุมารผู้ไม่เบียดเบียน เพราะถือเอาตามนิมิตเหตุเมื่อคลอดนั้น
 
          เรียนมนต์

          ครั้นเมื่อเจ้าอหึสกกุมารเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาจึงส่งไปสู่พระนครตักกศิลา เพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาและศิลปศาสตร์ เมื่อเจ้าอหึสกกุมารไปถึงพระนครตักกศิลาแล้ว ก็เข้าไปหาอาจารย์ทิศาปาโมกข์ขอศึกษาศิลปวิทยา อุตส่าห์กระทำวัตรปรนนิบัติเป็นอันดี และมีปัญญาเล่าเรียนได้ว่องไว แม้จะเล่าเรียนศิลปศาสตร์วิชาการใด ๆ ก็รู้จบสิ้นทุกประการ เชี่ยวชาญยิ่งกว่าศิษย์ทั้งปวง จึงเป็นที่โปรดปรานของอาจารย์ทิศาปาโมกข์

          ฝ่ายมาณพทั้งหลายอันเป็นเพื่อนเล่าเรียนด้วยกันนั้น ก็บังเกิดความริษยา จึงประชุมปรึกษากันเพื่อคิดอุบายทำลายเจ้าอหึสกกุมารเสีย เมื่อเป็นที่ตกลงกันแล้วได้ไปยุยงอาจารย์ถึงสองครั้งสองสามครั้ง ในที่สุด อาจารย์ก็ปลงใจเชื่อ คิดหาอุบายที่จะกำจัดอหึสกกุมาร เมื่อเห็นอุบายเป็นที่แยบคายแล้ว จึงพูดกะเจ้าอหึสกกุมารว่า ดูกรมาณพ เจ้าจงไปฆ่าคนแล้วตัดเอานิ้วมาให้ได้พันนิ้ว แล้วจงนำมา เราจะประกอบศิลปศาสตร์อันชื่อว่าวิษณุมนต์ให้แก่เธอ ในขั้นต้นเจ้าอหึสกกุมารมีความรังเกียจ ไม่พอใจ เพราะตนเกิดในตระกูลพราหมณ์ ไม่ควรเบียดเบียนฆ่าสัตว์ เป็นการผิดประเพณีวงศ์ตระกูลมารดาบิดา แต่ด้วยอาศัยความอยากสำเร็จศิลปศาสตร์อันมีชื่อว่าวิษณุมนต์ จึงได้ฝืนใจทำ เริ่มจับอาวุธผูกพันให้มั่นกับตัวแล้ว ก็ลาอาจารย์เข้าสู่ราวป่า เที่ยวพิฆาตฆ่ามนุษย์อันเดินไปมาในสถานที่นั้น ๆ

           ครั้นฆ่าแล้วมิได้กำหนดนับเป็นคะแนนไว้ประการหนึ่งจิตก็มิได้คิดว่าจะกระทำบาปหยาบช้า เหตุดังนี้จึงมิได้กำหนดคนที่ตนฆ่าตาย ก็บังเกิดลบเลือนสงสัย ตั้งแต่นั้นมาเมื่อฆ่าคนตายแล้วก็ติดเอานิ้วมือมาร้อยเป็นพวงไว้ ดุจดังพวงมาลัยนับได้ถึง ๙๙๙ นิ้ว เพราะเหตุฉะนั้น เจ้าอหึสกกุมารจึงมีนามปรากฏว่า  องคุลมาลโจร แปลว่าโจรผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลา

           ข่าวคราวเรื่องนี้ระบือกระฉ่อนไปตามนิคมชนบทต่าง ๆ มหาชนมีความสะดุ้งตกใจกลัว ก็พร้อมกันไปเฝ้าพระเจ้าปัสเสนทิโกศล เพื่อกราบทูลให้พระองค์กำจัดเสีย เมื่อพระองค์ทรงทราบแล้วจึงรับสั่งให้ตระเตรียมกำลังพล เพื่อจะไปจับองคุลิมาลโจรฆ่าเสียฯ

           ปุโรหิตอาจารย์ผู้เป็นบิดาทราบว่าอันตรายจะมีแก่บุตร จึงปรึกษากับนางพราหมณี ให้นางพราหมณีรีบออกไปก่อนเพื่อบอกเหตุนั้นให้บุตรทราบฯ
 
           พระบรมศาสดาเสด็จไปโปรด

           ในกาลครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตผลขององคุลิมาลโจร ถ้าพระองค์ไม่ทรงเป็นพระภาระก็จะกระทำมาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เสีย จักเป็นเหตุเสื่อมเสียจากมรรคผล จึงรีบเสด็จไปแต่เช้าตรู่ เมื่อพบเข้าแล้วองคุลิมาลโจรก็ตรงเข้าไล่ทันที หมายจะพิฆาตฆ่าเอานิ้วพระหัตถ์

          แม้ไล่เท่าไรก็ไม่ทันจนเกิดกายเหนื่อยเมื่อยล้าจึงร้องตะโกนให้พระบรมศาสดาหยุด พระองค์จึงตรัสบอกว่า พระองค์ได้หยุดแล้ว แต่เขาก็ยังไล่ตามไม่ทัน ท่านองคุลีมาลจึงหาว่าพระองค์ตรัสมุสาวาท

         พระองค์ก็ตรัสบอกว่า เราหยุดจากการทำอกุศลอันให้ผลเป็นทุกข์มานานแล้ว ส่วนท่านยังไม่หยุด พระสุรเสียงนั้นทำให้องคุลิมาลโจรรู้สึกสำนึกโทษของตน จึงเปลื้องเครื่องศาสตราวุธและมาลัยนิ้วมือออกจากกายทิ้งไว้ในซอกภูเขา แล้วเข้าไปเฝ้าทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา แล้วทรงนำพาเข้าไปในพระเชตวันมหาวิหารฯ

         ครั้นเวลารุ่งเช้าท่านเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ชาวพระนครได้เห็นท่านแล้วเกิดความตกใจกลัว พากันวิ่งหนีเป็นอลหม่าน พากันวิ่งเข้าไปในกำแพงพระราชวังปิดประตูพระนครเสีย และพูดจากันต่าง ๆ นานา บางคนพูดว่า ท่านพระองคุลิมาลปลอมเป็นสมณะเพื่อหลบหนีราชภัย บางคนพูดว่าเพื่อหวังจะประทุษร้ายคนภายในพระนคร

         ท่านเที่ยวบิณฑบาตไปถึงไหนก็มีเสียงโจษจันเซ็งแซ่ไปถึงนั่น ไม่มีใครถวายบิณฑบาตเลยแม้แต่เพียงทัพพีเดียว ภิกษุรูปใดไปกับท่าน ภิกษุรูปนั้นก็พลอยอดไปด้วยฯ

        แต่ก็เป็นโชคของท่านอย่างหนึ่ง ที่ท่านทำน้ำมนต์ให้หญิงมีครรภ์คลอดง่ายที่สุด คือ ครั้งหนึ่ง ท่านทำน้ำมนต์ให้หญิงมีครรภ์คนหนึ่ง หญิงคนนั้นก็คลอดบุตรง่ายเหมือนเทน้ำออกจากกระออม ตั้งแต่นั้นมาก็มีคนนิยมนับถือท่านจนกระทั่งว่า แท่นที่ท่านนั่งคนเอาน้ำไปรด แล้วใช้เป็นน้ำมนต์ก็ให้ผลสมความประสงค์เช่นเดียวกันฯ คาถาที่ท่านทำน้ำมนต์นั้นนิยมกันได้แก่

“ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญิจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส”

            แปลว่า “ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่ฉันเกิดมาแล้วโดยอริยชาติ ยังไม่รู้สึกตัวว่า ได้แกล้งปลงชีวิตสัตว์เลย ด้วยอำนาจสัจจวาจานั้น ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่หล่อนและครรภ์ของหล่อนเถิด”

            ท่านพระองคุลิมาลนั้นเป็นผู้ไม่ประมาท ตั้งใจเจริญสมณธรรม แต่จิตฟุ้งซ่าน ไม่เป็นสมาธิได้ เพราะคนที่ฆ่าประดุจดังว่ามาปรากฏอยู่ตรงหน้า พระบรมศาสดาทรงทราบจึงเสด็จมาแนะนำสั่งสอน ไม่ให้ระลึกถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว แลสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ให้พิจารณาธรรมที่บังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างเดียว ท่านประพฤติตาม ไม่ช้าก็สำเร็จพระอรหัตผล เป็นพระอริยสาวก นับเข้าในจำนวนอสีติมหาสาวกองค์หนึ่ง เมื่อท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานฯ


8  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / Re: ศัพทานุกรม เมื่อ: 18 กันยายน 2554 05:59:04 pm

มหาบุรุษลักษณ์

       ลักษณะของมหาบุรุษ  มี  ๓๒  ประการ  คือ
            ๑.  มีฝ่าพระบาทเรียบเสมอกัน
            ๒.     ลายพื้นพระบาทเป็นจักร
            ๓.     มีส้นพระบาทยาว  (ถ้าแบ่ง  ๔  พระชงฆ์ตั้งอยู่ในส่วนที่  ๓)
            ๔.     มีนิ้วยาวเรียว  (นิ้วพระหัตถ์  และพระบาทด้วย)
            ๕.     ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
            ๖.     ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจข่าย
            ๗.  มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำอัฐิข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาท  กลับกลอกได้คล่อง  เมื่อทรงดำเนินผิดกว่าสามัญชน
            ๘. พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
            ๙.    เมื่อยืนตรง  พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับถึงพระชานุ
            ๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก
            ๑๑. มีฉวีวรรณดุจสีทอง
            ๑๒. พระฉวีละเอียด  ธุลีละอองไม่ติดพระกาย.
            ๑๓. มีเส้นพระโลมาเฉพาะขุมละเส้นๆ
            ๑๔. เส้นพระโลมาดำสนิท  เวียนเป็นทักษิณาวัฏ  มีปลายงอนขึ้นข้างบน
            ๑๕. พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม
            ๑๖. มีมังสะอูมเต็มในที่  ๗  แห่ง  (คือหลังพระหัตถ์ทั้ง  ๒  และหลังพระบาททั้ง  ๒  พระอังสะทั้ง  ๒  กับลำพระศอ)
            ๑๗.  มีส่วนพระสรีรกายบริบูรณ์  (ล่ำพี)  ดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์
            ๑๘.  พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน
            ๑๙.  ส่วนพระกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร  (พระกายสูงเท่ากับวาของพระองค์)
            ๒๐.  มีลำพระศอ กลมงามเสมอตลอด
            ๒๑.  มีเส้นประสาทสำหรับรับรสพระกระยาหารอันดี
            ๒๒.  มีพระหนุดุจคางแห่งราชสีห์  (โค้งเหมือนวงพระจันทร์)
            ๒๓.  มีพระทนต์  ๔๐  ซี่  (ข้างละ  ๒๐  ซี่)
            ๒๔.  พระทนต์เรียบเสมอกัน
            ๒๕.  พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง
            ๒๖.  เขี้ยวพระทนต์ทั้ง  ๔  ขาวงามบริสุทธิ์
            ๒๗.  พระชิวหาอ่อนและยาว  (อาจแผ่ปกพระนลาฏได้)
            ๒๘.  พระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม  ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก
            ๒๙.  พระเนตรดำสนิท
            ๓๐.  ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
            ๓๑.  มีอุณาโลมาระหว่างพระขนงเวียนขวาเป็นทักษิณาวัฏ
            ๓๒. มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์
   
         มหาปุริสลักษณะ  ก็เรียก



วันสำคัญต่างๆ   

             ๑. วิสาขบูชา--การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ คือ วันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

             ๒. มาฆบูชา--การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๓ ในโอกาสวันคล้าย วันประชุมใหญ่ แห่งพระสาวก เรียกว่า 'จาตุรงคสันนิบาต' ณ พระเวฬุวันหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน ที่พระองค์ทรงแสดง 'โอวาทปาฏิโมกข์' (การปลงพระชนมายุสังขารก็ตรงกับวันนี้)

             ๓. อาสาฬหบูชา--การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ เพื่อรำลึกถึง คุณพระรัตนตรัย เป็นการพิเศษ เนื่องในวันที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทำให้เกิดมีปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และเกิดสังฆรัตนะ ทำให้ครบพระรัตนตรัย

            ๔. เข้าพรรษา--อยู่ประจำวัดสามเดือนในฤดูฝน คือ
            ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (เรียกปุริมพรรษา แปลว่า พรรษาต้น)
            หรือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ (เรียกปัจฉิมพรรษา แปลว่า พรรษาหลัง)
            วันเข้าพรรษาต้น คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่า ปุริมิกา วัสสูปนายิกา
            วันเข้าพรรษาหลัง คือ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ เรียกว่า ปัจฉิมิกา วัสสูปนายิกา


สมันตปาสาทิกา   

             ชื่อคัมภีร์อรรถกถา อธิบายความใน พระวินัยปิฎก พระพุทธโฆษาจารย์เรียบเรียงขึ้น เมื่อ พ.ศ. ใกล้จะถึง ๑๐๐๐ โดยปรึกษาอรรถกถาภาษาสิงหฬ ที่มีอยู่ก่อน ชื่อ มหาปัจจริยและกุรุนที

สังคายนา   

          การสวดพร้อมกัน การร้อยกรองพระธรรมวินัย การประชุมตรวจชำระสอบทานและ จัดหมวดหมู่ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า วางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียว

        สังคายนาครั้งที่ ๑ ถึง ๕ มีดังนี้

            ครั้งที่  ๑ ปรารภเรื่องสุภัททภิกษุ ผู้บวชเมื่อแก่ กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย และเพื่อให้พระธรรมอยู่สืบไป ประชุมทำหลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน โดยพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป พระมหากัสสปเป็นประธาน และเป็นผู้ถาม พระอุบาลีเป็นผู้วิสัชนาพระวินัย พระอานนท์เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม ประชุมสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๗ เดือน

             ครั้งที่  ๒ ปรารภพวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ นอกธรรมนอกวินัย พระยศกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวนได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพกามีเป็นผู้วิสัชนา ประชุมทำที่วาสิการาม เมืองเวลาลี เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐ โดยพระเจ้ากาลาโศกราช เป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๘ เดือน

           ครั้งที่  ๓ ปรารภเดียรถีย์ปลอมบวชในพระพุทธศาสนาเพราะมีลาภสักการะเกิดขึ้นมาก พระโมคคัลลีบุตรติสสะเป็นประธาน ประชุมทำที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔ พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๙ เดือน

            ครั้งที่  ๔ ปรารภจะให้พระศาสนาประดิษฐานมั่นคงในลังกาทวีป พระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป มีพระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้วิสัชชนา ประชุมทำที่ถูปาราม เมืองอนุราชบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖ พระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ เป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา ๑๐ เดือน

            ครั้งที่  ๕ ปรารภพระสงฆ์แตกกันเป็น ๒ พวก คือ พวกมหาวิหารกับพวกอภัยคีรีวิหาร และคำนึงว่าสืบไปภายหน้ากุลบุตรจะถอยปัญญา ควรจารึกพระธรรมวินัยลงในใบลาน พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ประชุมกันสวดซ้อมแล้วจารพระพุทธพจน์ลงในใบลาน ณ อาโลกเลณสถาน ในมลยชนบท ประเทศลังกา เมื่อ พ.ศ. ๔๕๐ (ว่า ๔๓๖ ก็มี) โดยพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย เป็นศาสนูปถัมภก์ (ครั้งที่ ๔ และ ๕ ไม่เป็นที่รับรองทั่วไป)


อรรถกถา   

           คัมภีร์อธิบายความในพระไตรปิฎก แต่งโดยพระอาจารย์รุ่นหลังๆ ตัวอย่างเช่น คัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่แต่งโดย พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นต้น

อรหันต์   

          ผู้สำเร็จธรรมวิเศษสูงสุดในพระพุทธศาสนา พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด

         พระอรหันต์ ๒ คือ
              ๑. พระสุกขวิปัสสก--ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน มิได้ทรงคุณวิเศษอย่างอื่น
              ๒. พระสมถยานิก--ผู้มีสมถะเป็นญาณ ผู้เจริญสมถะกรรมฐาน จนได้ฌานก่อนแล้ว จึงเจริญวิปัสสนาต่อ

         พระอรหันต์ ๔  คือ
                ๑. พระสุกขวิปัสสก
                ๒. พระเตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา ๓ คือ รู้ระลึกชาติได้ รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย รู้ทำอาสวะให้สิ้น)
                ๓. พระฉฬภิญญะ (ผู้ได้อภิญญา ๖ คือ แสดงฤทธิ์ได้ หูทิพย์ ทายใจผู้อื่นได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป)
                ๔. พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔)

         พระอรหันต์ ๕  คือ
                ๑.พระปัญญาวิมุต
                ๒.พระอุภโตภาควิมุต
                ๓.พระเตวิชชะ
                ๔.พระฉฬภิญญะ
                ๕.พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ

         พระอรรถกถาจารย์แสดงความหมายของพระอรหันต์ไว้ ๕ นัย คือ
                ๑. ไกลจากกิเลส
                ๒. กำจัดกิเลสได้หมดสิ้น
                ๓. เป็นผู้หมดสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด
                ๔. เป็นผู้ควรแก่การบูชาพิเศษของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย
                ๕. ไม่มีที่ลับในการทำบาป ไม่มีความชั่วเสียหายที่จะต้องปิดบัง


อริยบุคคล   

           บุคคลผู้เป็นอริยะ ท่านผู้บรรลุธรรมวิเศษ มี ๔ ชั้น คือ ๑. พระโสดาบัน ๒. พระสกทาคามี ๓. พระอนาคามี ๔. พระอรหันต์

อริยสัจ   

          ความจริงอย่างประเสริฐ มี ๔ คือ ๑. ทุกข์ ๒. สมุทัย ๓. นิโรธ ๔. มรรค

โอวาทปาฏิโมกข์   

          หลักคำสอนสำคัญ หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่าวันมาฆบูชา (อรรถกถา กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์นี้ แก่ที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้ สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้ แทนต่อมา)

คาถาโอวาทปาฏิโมกข์  (โอวาทปาติโมกข์  ก็เขียน)  มีดังนี้
สพฺพปาปสฺส  อกรณํ   กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ   เอตํ  พุทฺธานํ  สาสนํ ฯ

ขนฺตี  ปรมํ  ตโป  ตีติกฺขา
นิพฺพานํ  ปรมํ  วทนฺติ  พุทฺธา
 น  หิ  ปพฺพชิโต  ปรูปฆาตี
สมโณ  โหติ  ปรํ  วิเหฐยนฺโต ฯ

อนูปวาโท  อนูปฆาโต   ปาติโมก์เข  จ  สํวโร
มตฺตญฺญุตา  จ  ภตฺตสฺมึ   ปนฺตญฺจ  สยนาสนํ
อธิจิตฺเต  จ  อาโยโค   เอตํ  พุทฺธานํ  สาสนํ ฯ


คำแปล

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง  ๑     การบำเพ็ญแต่ความดี  ๑  
การทำจิตของตนให้ผ่องใส  ๑     นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขันติ  คือ  ความอดกลั้น  เป็นตบะอย่างยิ่ง  
พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า  นิพพานเป็นบรมธรรม  
ผู้ทำร้ายผู้อื่น  ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต
ผู้เบียดเบียนผู้อื่น  ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย

การไม่กล่าวร้าย  ๑  การไม่ทำร้าย  ๑     การสำรวมในปาฏิโมกข์  ๑
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร  ๑     ที่นั่งที่นอนอันสงัด  ๑
ความเพียรในอธิจิต  ๑      นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

             ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันโดยมาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า   ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส

9  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / ศัพทานุกรม เมื่อ: 18 กันยายน 2554 05:58:21 pm

ศัพทานุกรม

นิพพาน   

           การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ปฐมสมโพธิกถา   

            ชื่อคัมภีร์แสดงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ประทับบนสวรรค์ชั้นดุสิต และเทวดาอัญเชิญ ให้มาอุบัติในมนุษยโลก ออกบวช ตรัสรู้ ประกาศศาสนา ปรินิพพาน จนถึงแจกพระธาตุ ต่อท้ายด้วยเรื่องพระเจ้าอโศกยกย่องพระศานา และการอันตรธานแห่งพระศาสนาในที่สุด หนังสือปฐมสมโพธิกถาที่เป็นวรรณคดีสำคัญ คือ ฉบับที่เป็นพระนิพนธ์ของพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส โดยทรงชำระฉบับของเก่า ตัดและขยายความสำคัญบางตอน จัดเป็นบทตอนเพิ่มขึ้น มีทั้งฉบับบาลี และฉบับแปลเป็นไทย (ฉบับบาลีมี ๓๐ ปริเฉท แบ่งปริเฉทที่ ๑ เป็น ๒ ตอน ฉบับแปลไทยมี ๒๙ ปริเฉท)

ไตรปิฎก   

             " ปิฎกสาม" ปิฎก แปลว่า กระจาดหรือตะกร้า ในความหมายว่า เป็นที่รวบรวมคำสอนในพระพุทธศาสนาที่จัดเป็นหมวดหมู่แล้ว โดยนัยนี้ ไตรปิฎกจึงแปลว่า คัมภีร์ที่บรรจุพุทธพจน์ (และเรื่องราวชั้นเดิมของพระพุทธศาสนา) ๓ ชุด หรือ ประมวลแห่งคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมวินัย ๓ หมวด กล่าวคือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก
พระไตรปิฎก จัดแบ่งหมวดหมู่โดยย่อดังนี้ ...


ธรรมวินัย   

              ธรรมและวินัย คำสั่งสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วย ธรรม--คำสอนแสดงหลักความจริง และแนะนำความประพฤติ วินัย--เครื่องควบคุมกายและวาจา

โพธิสัตว์   

              ผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังบำเพ็ญบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

พระพุทธเจ้า   

               ผู้ตรัสรู้โดยชอบแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม ท่านผู้รู้ดีรู้ชอบด้วยตนเองก่อนแล้วสอนประชุมชนให้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ

                พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ที่ใกล้กาลปัจจุบันที่สุด และ คัมภีร์กล่าวถึงบ่อยๆ คือ พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ พระกัสสป และพระโคดม

               พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ แห่งภัทรกัป ปัจจุบันนี้ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ พระกัสสป พระโคดม และพระเมตเตยยะ (เรียกกันสามัญว่า พระศรีอาริย์ หรือ พระศรีอริยเมตไตรย)

                พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์นับแต่พระองค์แรกที่พระโคดมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน) ได้ทรงพบและทรงได้รับการพยากรณ์ว่าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า (รวม ๒๔ พระองค์) จนถึงพระองค์เองด้วย คือ ๑.พระทีปังกร ๒. พระโกณฑัญญะ ๓. พระมังคละ ๔. พระสุมนะ ๕. พระเรวตะ ๖. พระโสภิตะ ๗. พระอโนมทัสสี ๘. พระปทุมะ ๙. พระนารทะ ๑๐. พระปทุมุตตระ ๑๑. พระสุเมธะ ๑๒. พระสุชาตะ ๑๓. พระปิยทัสสี ๑๔. พระอัตถทัสสี ๑๕. พระธัมมทัสสี ๑๖. พระสิทธัตถะ ๑๗. พระติสสะ ๑๘. พระปุสสะ ๑๙. พระวิปัสสี ๒๐. พระสิขี ๒๑. พระเวสสภู ๒๒.  พระกกุสันธะ ๒๓.  พระโกนาคมน์ ๒๔. พระกัสสป ๒๕.  พระโคตมะ (จาก คัมภีร์พุทธวงศ์ แห่งขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก) พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ โคตมพุทธเจ้า เจริญในศากยสกุล ดังเรื่องราวปรากฏในหนังสือนี้


พระพุทธโฆษาจารย์   

             พระอรรถกถาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด บุตรพราหมณ์ เกิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้พุทธคยา เมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๕๖ เรียนจบไตรเพท ต่อมาพบพระเรวตะ โต้ตอบปัญหาสู้พระเรวตะไม่ได้ จึงขอบวชเรียนพระธรรมวินัย มีความสามารถมาก ได้รจนาคัมภีร์ญาโณทัย เป็นต้น พระเรวตะเถระจึงแนะนำให้ไปเกาะลังกา เพื่อแปลอรรถกถาสิงหฬกลับเป็นภาษามคธ ท่านถูกพระเถระแห่งมหาวิหารในเกาะลังกาทดสอบความรู้ โดยให้คาถามา ๒ บท พระพุทธโฆสได้แต่งคำอธิบายคาถา ๒ บทนั้น เป็นคัมภีร์วิสุทธิมรรค และได้ทำงานแปลคัมภีร์ได้ตามประสงค์ ทำงานเสร็จแล้ว ท่านก็เดินทางกลับชมพูทวีป

พุทธกิจประจำวัน   

              กิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญในแต่ละวัน ๕ อย่าง คือ
                          ๑. เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต
                          ๒. เวลาเย็นทรงแสดงธรรม
                          ๓. เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ
                          ๔. เวลาเที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา
                          ๕. จวนสว่างทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถ และที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม่


พุทธกิจ ๔๕ พรรษา   

            พรรษา ที่ ๑ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน โปรดปัญจวัคคีย์
            พรรษาที่ ๒-๓-๔ วัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ ระยะประดิษฐานพระพุทธศาสนา
            พรรษาที่ ๕ กูฏาคารในป่ามหาวัน นครเวสาลี โปรดพุทธบิดาที่กรุงกบิลพัสดุ์ โปรดพระญาติที่วิวาทเรื่องแม่น้ำโรหิณี พระนางมหาปชาบดีผนวช เกิดภิกษุณีสงฆ์
            พรรษาที่ ๖ มกุลบรรพต ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่นครสาวัตถี
            พรรษาที่ ๗ ดาวดึงสเทวโลก แสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา
            พรรษาที่ ๘ เภสกลาวัน ใกล้เมืองสุงสุมารคีรี แคว้นภัคคะ พบนกุลบิดาและนกุลมารดา
            พรรษาที่ ๙ โฆษิตาราม เมืองโกสัมพี
            พรรษาที่ ๑๐ ป่าตำบลปาริเลยยกะ ใกล้เมืองโกสัมพี (ในคราวที่ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีทะเลาะกัน)
            พรรษาที่ ๑๑ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา
            พรรษาที่ ๑๒ เมืองเวรัญชา
            พรรษาที่ ๑๓ จาลิยบรรพต
            พรรษาที่ ๑๔ พระเชตวัน พระราหุลอุปสมบท
            พรรษาที่ ๑๕ นิโครธาราม นครกบิลพัสดุ์
            พรรษาที่ ๑๖ เมืองอาฬวี (ทรมานอาฬวกยักษ์)
            พรรษาที่ ๑๗ พระเวฬุวัน นครราชคฤห์
            พรรษาที่ ๑๘-๑๙ จาลิบรรพต
            พรรษาที่ ๒๐ พระเวฬุวัน นครราชคฤห์ โปรดมหาโจรองคุลีมาล พระอานนท์ได้รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำ
            พรรษาที่ ๒๑-๔๕ ประทับสลับไปมา ณ พระเชตวันกับบุพพาราม นครสาวัตถี (อรรถกถาว่า ประทับที่เชตวัน ๑๙ พรรษา ที่บุพพาราม ๖ พรรษา)
            พรรษาที่ ๔๕ เวฬุคาม ใกล้นครเวสาลี


พุทธธรรม   

           ๑. ธรรมของพระพุทธเจ้า พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า คัมภีร์มหานิทเทสระบุจำนวนไว้ว่ามี ๖ ประการ แต่ไม่ได้จำแนกข้อไว้ อรรถกถาโยงความให้ว่า ได้แก่
                      ๑. กายกรรมทุกอย่างของพระพุทธเจ้าเป็นไปตามญาณ (จะทำอะไรก็ทำด้วยปัญญา ด้วยความรู้ความเข้าใจ)
                      ๒. วจีกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
                      ๓. มโนกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
                      ๔. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอดีต
                      ๕. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอนาคต
                      ๖. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในปัจจุบัน,


              คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาแห่งฑีฆนิกาย จำแนกพุทธธรรมว่ามี ๑๘ อย่าง คือ

                      ๑. พระตถาคตไม่ทรงมีกายทุจริต
                      ๒. ไม่ทรงมีวจีสุจริต
                      ๓. ไม่ทรงมีมโนทุจริต
                      ๔. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอดีต
                      ๕. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในอนาคต
                      ๖. ทรงมีพระญาณไม่ติดขัดในปัจจุบัน
                      ๗. ทรงมีกายกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
                      ๘. ทรงมีวจีกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
                      ๙. ทรงมีมโนกรรมทุกอย่างเป็นไปตามพระญาณ
                      ๑๐. ไม่มีความเสื่อมฉันทะ (ฉันทะไม่ลดถอย)
                      ๑๑. ไม่มีความเสื่อมวิริยะ (ความเพียรไม่ลดถอย)
                      ๑๒. ไม่มีความเสื่อมสติ
                      ๑๓. ไม่มีการเล่น
                      ๑๔. ไม่มีการพูดพลาด
                      ๑๕. ไม่มีการทำพลาด
                      ๑๖. ไม่มีความผลุนผลัน
                      ๑๗. ไม่มีพระทัยที่ขวนขวาย
                      ๑๘. ไม่มีอกุศลจิต


             ๒. ธรรมที่ทำให้พระพุทธเจ้า ได้แก่ พุทธการกธรรม คือ บารมี ๑๐

             ๓. ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ มรรคมีองค์ ๘ ขันธ์ ๕ ปัจจัย ๒๔ เป็นอาทิ


10  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / พุทธประวัติ -พุทธสาวก / คำนำ เมื่อ: 18 กันยายน 2554 05:57:03 pm

-:- คำนำ -:-

         หนังสือ 'สมุดภาพพระพุทธประวัติ' นี้ เกิดขึ้นจากการที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณฯ (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมเด็จพระสังฆราช วัดพระเชตพนฯ ครั้งทรงแสดงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม ทรงโปรดให้ครูเหม เวชกร จิตรกรฝีมือเอก เขียนภาพตามหนังสือปฐมสมโพธิ ฉบับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพนฯ จำนวน ๘๐ ภาพ และทรงโปรดให้จัดพิมพ์เป็นภาพสีงดงาม เพื่อให้วัดและโรงเรียนนำไปประดับไว้ให้ประชาชน ได้ศึกษาพระพุทธประวัติจากภาพเป็นที่นิยมกันมาก และได้มีผู้ขออนุญาตทางศึกษานิธิ วัดพระเชตุพนฯ เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพชุดนี้ นำไปพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อ สะดวกในการศึกษาและมีไว้ประจำห้องสมุด

          หนังสือสมุดภาพฯ นี้ แม้จะเป็นที่นิยมมาก แต่เมื่อกาลผ่านไปนานนับสิบปี หนังสือนี้ก็ได้กลายเป็นหนังสือหายากในที่สุด มีแต่เฉพาะในห้อง สมุดใหญ่ๆ จนกระทั่งต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ ได้มีคณะผู้มีจิตศรัทธาพิมพ์แจกเป็นธรรมทานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช แม้จะพิมพ์เป็นจำนวนมากแต่ไม่เพียงพอแก่ห้องสมุดและสาธุชนจำนวนมากที่ประสงค์จะได้เป็นเจ้าของหนังสือนี้

           ธรรมสภาจึงได้กราบนมัสการขออนุญาติพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตร ผู้แทนศึกษานิธิ วัดพระเชตุพนฯ จัดพิมพ์หนังสือ สมุดภาพพระพุทธประวัติขึ้นใหม่ เป็นขนาดรูปเล่ม ๘ หน้ายกพิเศษ (ขนาดกระดาษ เอ ๔) ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ได้มีเมตตาอนุญาตให้พิมพ์ได้ ตามความประสงค์ ในการพิมพ์ครั้งนี้ พิมพ์สี่สีด้วยเทคนิคพิเศษ จัดทำอย่างประณีต สวยงาม สมคุณค่าหนังสือ ที่พิเศษยิ่งก็คือได้แทรก ศัพทานุกรม ท้าย เล่มเพื่อเสริมความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ต่างๆ ในพระพุทธประวัติเพิ่มเติมให้ด้วย เพื่อความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าของนักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป

          ธรรมสภาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดพิมพ์หนังสือสมุดภาพพระพุทธประวัติในครั้งนี้ จะเป็นปัจจัยให้พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธาปสาทะในการ ศึกษาพุทธธรรม ซึ่งก็คือสัจจธรรมที่จะนำปวงมนุษยชาติไปสู่ความดับทุกข์





ด้วยความสุจริตและหวังดี

ธรรมสภาปรารถนาให้โลกได้พบกับความสุขสงบ

11  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / ห้องนิทานธรรมะ / สาลิยชาดก :: หมอผู้โชคร้าย เมื่อ: 18 กันยายน 2554 05:45:57 pm
หมอผู้โชคร้าย


         ใน สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารถพระเทวทัตผู้ไม่อาจทำความสะดุ้งกลัวแก่พระองค์ได้จึงตรัสอดีตนิทาน มาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นลูกชายพ่อค้าในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นเด็กมีอายุได้ ๗-๘ ขวบ วันหนึ่ง ขณะกำลังเล่นอยู่ใต้ต้นไทรหน้าบ้านกับเพื่อนวัยเดียวกันนั้นเอง มีหมอร่างกายพิการคนหนึ่งไม่ได้ทำงานอะไร จึงเดินออกจากบ้านมาพบเด็กกำลังเล่นอยู่ เหลือบไปเห็นงูตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาจากโพรงไม้ คิดวางแผนไว้ในใจว่า   "เราเดือดร้องเงินไม่มีใครว่าจ้างเราน่าจะล่อเด็กพวกนี้ให้งูกัด แล้วเราจะได้รักษามีเงินใช้"

          คิดได้แล้วก็เรียกเด็กลูกชายพ่อค้ามาหาแล้วพูดว่า  "หลานชาย.. เจ้าอยากได้นกสาลิกาไหม นั้นไงบนต้นไม้นั้น มันอยู่ในโพรงนั่นเอง"

          ลูกชายพ่อค้าไม่รู้ว่ามันเป็นงู จึงปีนต้นไม้ขึ้นไปจับถูกคองู พอรู้ว่ามันเป็นงูเห่าเท่านั้นก็รีบเหวี่ยงทิ้งไป บังเอิญว่างูนั้นถูกเหวี่ยงไปทางหมอร่างกายพิการคนนั้นพอดี งูรัดคอและก็กัดไปหลายทีพิษงูทำให้หมอนั้นล้มลงเสียชีวิตไปทันทีอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถเยียวยาได้ทัน เสร็จแล้วงูก็เลื้อยเข้าป่า ชาวบ้านต่างพากันมุงดูร่างกายของหมอที่นอนตายอย่างน่าสมเพช

          พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานจบแล้วจึงตรัสพระคาถาว่า


"ผู้ใดประทุษร้ายคนไม่ประทุษร้าย ผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่มีความผิด บาปย่อมกลับมาถึงคนพาลนั้นเองเอง

เหมือนละอองฝุ่นที่บุคคลชัดไปทวนลม ย่อมกลับมากระทบเขาเอง ฉะนั้น"

 


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :    

ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวอย่าคิดทำร้ายคนอื่น เพราะตนเองนั้นแหละจะเดือดร้อนเอง


ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

12  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / ห้องนิทานธรรมะ / สุวรรณมิคชาดก :: พญาเนื้อทอง เมื่อ: 18 กันยายน 2554 05:43:08 pm
พญาเนื้อทอง


          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวีตถี ทรงปรารภธิดาของตระกูลอุปัฏฐากพระอัครสาวกทั้งสอง (พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ) นางหนึ่งผู้สามารถทำให้ครอบครัวสามีเป็นมิจฉาทิฏฐิกลับเป็นสัมมาทิฏฐิ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาเนื้อมีผิวพรรณดุจทอง มีนางเนื้อผู้ภรรยาที่น่ารัก ปกครองเนื้อประมาณ ๘๐,๐๐๐ ตัว อาศัยอยู่ป่าแห่งหนึ่ง

          อยู่มาวันหนึ่ง พญาเนื้อนั้นพาบริวารออกหากิน เท้าได้ติดบ่วงนายพราน พยายามดิ้นสุดชีวิตหวังให้บ่วงขาด บ่วงกลับยิ่งรัดเข้าติดกระดูกข้อเท้า สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่งจึงร้องขึ้นว่า

          "เราติดบ่วงแล้ว พวกท่านจงพากันหนีไป" หมู่เนื้อพอได้ยินก็พากันหนีไป

          ส่วนนางเนื้อภรรยาวิ่งหนีไปได้หน่อยหนึ่งไม่เห็นสามีวิ่งตามมาด้วย จึงวิ่งย้อนกลับไปที่เดิม เห็นสามีติดบ่วงอยู่จึงร้องไห้คร่ำครวญว่า
          "พี่.. ท่านเป็นผู้มีกำลังมาก พยายามดึงบ่วงให้หลุดเถิด น้องอยู่คนเดียวในป่านี้โดยไม่มีพี่ไม่ได้นะ"

         พญาเนื้อตอบภรรยาว่า "น้อง..พี่ได้พยายามแล้ว แต่บ่วงมันไม่ขาด มันยิ่งรัดแน่นเข้าจนเท้าพี่จะขาดแล้วละ"

          นางเนื้อภรรยาพูดปลอบใจสามีว่า "พี่ไม่ต้องกลัว น้องจะอยู่เป็นเพื่อนพี่เอง ถ้าพี่ตายน้องขอตายด้วย น้องจะอ้อนวอนให้นายพรานเห็นใจปล่อยพวกเราไป ถ้าเขาไม่เห็นใจ น้องขอตายแทนพี่เอง" แล้วได้ยืนอยู่กับสามีผู้ชุ่มด้วยเลือดนองเท้่าอยู่ที่นั่นเอง

          เวลาผ่านไปไม่นานนัก นายพรานเจ้าของบ่วงเดินถือหอกและดาบมาถึง นางเนื้อได้ออกมายืนต่อหน้านายพรานไหว้แล้วพูดว่า "ท่านนายพรานผู้เจริญ สามีข้าพเจ้าเป็นพญาเนื้อ เพียบพร้อมด้วยศีลและมารยาทดีงาม ปกครองเนื้อ ๘๐,๐๐๐ ตัว ก่อนที่ท่านจะฆ่าเขาขอให้ท่านฆ่าข้าพเจ้าก่อนเถิด"

         นายพรานพอได้ฟังก็ปลื้มใจแทน คิดว่า "แม้แต่มนุษย์เองก็ไม่มีใครเสียสละชีวิตตนเพื่อสามีเลย นางเนื้อตัวนี้กลับกล้าทำ และยังพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะยิ่งนัก เราจักให้ชีวิตแก่เนื้อสองตัวนี้" จึงพูดตอบไปว่า  "แม่เนื้อ เราไม่เคยได้ยินได้เห็นเนื้อพูดได้ ขอให้ตัวเจ้าและพญาเนื้อจงอยู่เป็นสุขเถิด เราปล่อยพวกเจ้าไปละ" ว่าแล้วก็ตัดบ่วงที่เท้าพญาเนื้อทำบาดแผลให้แล้วก็ปล่อยไป

          นางเนื้อปลาบปลื้มใจยิ่งพูดขอบคุณนายพรานว่า "นายพรานผู้เจริญ ขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงยิ่ง ขอให้ท่านและครอบครัวจงจำเริญสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ" ก่อนจากไปพญาเนื้อได้คาบแก้วมณีก้อนหนึ่งมาให้แก่นายพรานพร้อมให้โอวาทว่า "ท่านนายพราน ต่อแต่นี้ไปขอให้ท่านเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเสียเถิดจงทำบุญรักษาศีลให้ทานด้วยแก้วมณีนี้เถิด" กล่าวจบก็อำลานายพรานเข้าป่าไป





นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :    

ผู้มีศีลธรรม ย่อมสามารถชักนำผู้มีความเห็นผิด กลับมาเป็นผู้มีความเห็นถูกได้



ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

13  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / ห้องนิทานธรรมะ / ลฏุุกิกชาดก :: นางนกไส้. เมื่อ: 18 กันยายน 2554 05:41:30 pm
นางนกไส้


          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้ไม่มีความกรุณาปรานีแก่หมู่สัตว์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างมีช้างประมาณ ๘๐,๐๐๐ เชือก เป็นบริวารอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของช้างนั้นมีนางนกไส้ (นกต้อยตีวิด) ตัวหนึ่งตกฟองไข่อยู่ที่พื้นดินใกล้ทางเดินของพญาช้าง ในรังนั้นมีลูกนกออกใหม่หลายตัว

          วันหนึ่งพญาช้างนำบริวารหากินไปถึงที่นั้น นางนกไส้เห็นช้างกำลังเดินมา กลัวว่าจะเหยียบลูกน้อยจึงประคองปีกทั้งสองข้างยืนอยู่ต่อหน้าพญาช้างพูด อ้อนวอนว่า "ท่านพญาช้าง ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอพวกท่านอย่าได้เหยียบลูกน้อยของข้าพเจ้าผู้ไม่มีกำลังเลย"

          พญาช้างตอบว่า "แม่นางนกไส้ ไม่ต้องกลัวเราจะรักษาลูกของเจ้าให้เอง" ว่าแล้วก็ยืนค่อมรังนกไว้ ให้ช้างบริวารเดินผ่านไปก่อน แล้วได้กล่าวเตือนนางนกไส้ว่า "ยังมีช้างเกระเชือกหนึ่งมักหากินผู้เดียวจะตามหลังมา เขาไม่อยู่ในโอวาทเรา เจ้าจงอ้อนวอนเขาเองนะ" ว่าแล้วก็เดินตามหลังช้างบริวาร

          ต่อมาไม่นานช้างหัวดื้อชอบแตกโขลงตัวนั้นก็มาถึงที่นั้น นางนกไส้ก็แสดงตนพร้อมพูดอ้อนวอนเหมือนกับครั้งก่อน ช้างนั้นพอได้ฟังว่ามีลูกนกอยู่ข้างหน้ายิ่งชอบใจใหญ่ กล่าวตอบนางนกไส้ว่า "แม่นางนกไส้เอ๋ย.. เราจักฆ่าลูกน้อยของเจ้าทั้งหมด เจ้าจะมีปัญญาทำอะไรเราได้" ว่าแล้วก็เดินเข้าไปกระทืบรังนกแหลกละเอียดแล้วร้องแป้นๆ เดินจากไป

          ฝ่ายนางนกไส้ที่บินหนีตายขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ ได้พูดอาฆาตตามหลังช้างนั้นไปว่า "เจ้าช้างเกเร วันนี้เป็นวันของท่าน ปล่อยให้ท่านไปก่อน วันข้างหน้าเราจะเห็นดีกัน การใช้กำลังทำลายผู้ไม่มีกำลังไม่ดีแน่สำหรับท่าน" กล่าวจบก็บินไปขอความช่วยเหลือจากกา กาถามว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร นางนกไส้จึงเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า "ท่านกา ขอเพียงท่านช่วยจิกตาช้างให้บอดเท่านั้นเอง" กาก็รับคำช่วยเหลือนั้น

          นางนกไส้เข้าไปหาแมลงวันหัวเขียว เล่าเรื่องให้ฟังแล้วขอความช่วยเหลือให้แมลงวันหัวเขียวไข่ใส่ตาช้าง แมลงวันก็รับคำช่วยเหลือ ต่อจากนั้นก็เข้าไปหากบตัวหนึ่ง เล่าเรื่องให้ฟัง และก็ขอความช่วยเหลือว่า "ท่านกบเมื่อช้างตาบอดและแมลงวันไข่ใส่ตามันแล้วมันก็จะแสวงหาน้ำดื่ม ขอให้ท่านไปอยู่ที่ปากเหวส่งเสียงร้องล่อช้างไปตกเหวให้หน่อย" กบก็รับคำช่วยเหลือ

          หลายวันต่อมา นางนกไส้เสาะแสวงหาจนพบช้างเกเรตัวนั้นแล้วจึงไปบอกกา กาได้ไปจิกตานั้นบอดทั้งสองข้างแมลงวันหัวเขียวก็ไปไข่หนอนใส่ตาช้างอีก สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่ช้างเป็นอย่างยิ่ง สองสามวันต่อมาช้างเดินสะเปะสะปะโซซัดโซเซแสวงหาสระน้ำดื่ม ได้ยินเสียงกบร้องแว่วมาแต่ไกลจึงกำหนดทิศทางเสียงกบด้วยเข้าใจว่ากบร้องอยู่ข้างสระน้ำ เดินไปไม่นานก็ผลัดตกเหวตายในที่สุด สร้างความดีใจแก่นางนกไส้เป็นอย่างยิ่งที่ศัตรูได้ตายไป

          พระพุทธองค์เมื่อเล่านิทานจบจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าเวรไม่ควรทำกับใคร ๆ แม้สัตว์ทั้ง ๔ ร่วมมือกันทำให้ช้างผู้มีกำลังกว่าให้ตายได้" แล้วตรัสพระคาถาว่า


"ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์เหล่านี้ได้ฆ่าช้างแล้ว

จงดูการจองเวรของคนคู่เวรทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น พวกเธออย่าได้ก่อเวรกับใคร ๆ แม้กับคนไม่เป็นที่รักเลย"




นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :    

อย่าคิดข่มเหงคนอื่น ด้วยการดูถูกว่าเขามีกำลังน้อยกว่า เพราะการสร้างเวรย่อมนำความเดือดร้อนมาให้




ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

14  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / ห้องนิทานธรรมะ / ราโชวาทชาดก :: คุณสมบัติของผู้นำี เมื่อ: 18 กันยายน 2554 03:39:38 pm
คุณสมบัติของผู้นำี


          ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภโอวาทของพระราชา ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระฤๅษีนำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์ มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหาร ในสมัยนั้น พระเจ้าพรหมทัตขึ้นครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระองค์เป็นผู้รังเกียจความไม่ดี วันหนึ่งทรงดำริว่า "เราปกครองเมืองมานี้ มีใครเดือนร้อนและกล่าวโทษของเราหรือเปล่าหนอ" จึง ทรงแสวงหาอยู่ทั้งในวังและนอกวังก็ไม่พบเห็นใครกล่าวโทษพระองค์ ทรงปลอมพระองค์ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ไม่พบเห็นจึงแวะเข้าไปในป่าหิมพานต์เข้าไปสนทนากับฤๅษีด้วยทำทีเป็นคนหลง ทาง

          ฤๅษี ได้ทำการต้อนรับด้วยผลไม้ป่านานาชนิด พระราชาปลอมได้เสวยผลไม้ป่ามีรสหวานอร่อยดี จึงถามถึงสาเหตุที่ทำให้ผลไม้มีรสหวานอร่อยดี ฤๅษีจึงทูลว่า "ท่านผู้มีบุญ เป็นเพราะพระราชาครองราชย์โดยธรรมเป็นแน่ ผลไม่จึงมีรสหวานอร่อยดี"

        พระราชาปลอมสงสัยจึงถามอีกว่า "ถ้าพระราชาไม่ครองราชย์โดยธรรม ผลไม้จะมีรสชาติเป็นเช่นไรล่ะพระคุณเจ้า "

        ฤๅษีตอบว่า "ผลไม้ก็จะมีรสขมฝาด หมดรสชาติไม่อร่อยละโยม"

        พระราชาปลอมสนทนาเสร็จแล้วก็อำลาฤๅษีกลับคืนเมืองไป ทรงทำการทดลองคำพูดของพระฤๅษีด้วยการไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นปีแล้วกลับไป หาฤๅษีอีก ฤๅษีก็ทำการต้อนรับด้วยผลไม้ พอผลไม้เข้าปากเท่านั้นก็ต้องถ่มทิ้งไป เพราะผลไม้มีรสขมฝาด

          ฤๅษีจึงแสดงธรรมว่า "โยม..คงเป็นเพราะพระราชาไม่ครองราชย์โดยธรรมแน่เลย ธรรมดาฝูงโคว่ายข้ามแม่น้ำ จ่าฝูงว่ายคดฝูงโคก็ว่ายคดตามกันไป เหมือนหมู่มนุษย์ถ้าผู้นำมนุษย์ประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนก็ประพฤติไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทวยราษฎร์ก็เป็นทุกข์ทั่วกัน

          ถ้าจ่าฝูงโคง่ายน้ำตรง ฝูงโคก็ว่ายตรงเช่นกัน เหมือนหมู่มนุษย์ถ้าผู้นำประพฤติเป็นธรรม ประชาชนก็ต้องประพฤติเป็นธรรมเช่นกัน พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทวยราษฎร์ก็อยู่ร่มเย็นเช่นกัน"



          พระราชาสดับธรรมของพระฤๅษีแล้วจึงแสดงพระองค์เป็นพระราชาให้พระฤๅษีทราบ ไหว้ฤๅษีแล้วกลับคืนเมืองประพฤติตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรมเช่นเดิม ทำให้สรรพสิ่งทั้งปวงกลับเป็นปกติตามเดิม




นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :    

ผู้นำที่ดีต้องเป็นตัวอย่างและที่พี่งของประชาชนได้และเป็นไปเพื่อความสงบสุขของประชาชน



ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

15  หมวดความรู้ทางทางพุทธศาสนา / ห้องนิทานธรรมะ / กากาติชาดก :: นางกากี เมื่อ: 18 กันยายน 2554 03:38:09 pm
นางกากี
   

          ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้กะสันจะสึกรูปหนึ่งตรัสให้โอวาทว่า "ภิกษุ ธรรมดามาตุคาม (แม่บ้าน) ใคร ๆ ก็รักษาไว้ไม่ได้ โบราณบัณฑิตในครั้งก่อน ถึงจะยกมาตุคามขึ้นไปไว้ในวิมานฉิมพลีในท่ามกลางมหาสมุทรก็ไม่อาจรักษาสตรีได้" แล้วได้นำอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชาผู้ครองเมืองพาราณสี มีมเหสีพระนามว่า กากาติ มีพระรูปโฉมงดงามยิ่ง ใครเห็นใครก็ลุ่มหลงในความงาม ในวันหนึ่งมีพญาครุฑตนหนึ่งแปลงร่างเป็นมนุษย์มาเล่นสกา (การพนันชนิดหนึ่ง)กับพระราชา ได้พบเห็นพระนางกากาตินั้นแล้วเกิดความรักใคร่ในนาง จึงแอบพานางหนีไปอยู่ที่วิมานฉิมพลีอันเป็นที่อยู่ พระราชาเมื่อไม่พบเห็นพระเทวีจึงตรัสเรียกคนธรรพ์ชื่อ นฏกุเวรมาเข้าเฝ้า พร้อมมอบหมายให้นำพระเทวีกลับมาให้ได้

          ฝ่าย คนธรรพ์ทราบที่อยู่ของครุฑแล้ว จึงไปนอนแอบซุ่มอยู่ในดงตะไคร้ข้างสระลูกหนึ่ง พอครุฑบินไปจากสระก็แอบกระโดดเกาะระหว่างปีกครุฑไปจนถึงวิมานฉิมพลี แอบได้เสียกับพระนางกากาติที่วิมานนั้น แล้วก็อาศัยครุฑนั้นแหละกลับมาเมืองพาราณสีอีก ในวันหนึ่งขณะที่พญาครุฑเล่นสกากับพระราชาอยู่ คนธรรพ์ก็ทำทีเป็นถือพิณมาที่สนามสกา ขับร้องเป็นเพลงว่า

          "หญิงรักคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด กลิ่นของนางยังหอมฟุ้งมาที่แห่งนั้น ใจของเรายินดีในนางใด นางนั้นชื่อกากาติ อยู่ไกลจากที่นี้"

          พญาครุฑพอได้ฟังแล้วสะดุ้งจึงถามเป็นนัยว่า "ท่านข้ามทะเลมหาสมุทรทั้ง ๗ แห่งไปได้อย่างไร ท่านขึ้นวิมานฉิมพลีได้อย่างไร"

          นฏกุเวรจึงตอบว่า "เราข้ามทะเลมหาสมุทรทั้ง ๗ แห่งได้ก็เพราะท่าน ขึ้นวิมานฉิมพลีได้ก็เพราะท่านนั้นแหละ"

          พญาครุฑพอได้ทราบความจริงแล้ว ก็กล่าวติเตียนตนด้วยความเสียใจว่า "ช่างน่าติเตียนเสียนี่กระไร เรามีร่างกายใหญ่โตเสียเปล่าไม่มีความคิด จึงเป็นพาหนะให้ชายชู้ของเมียทั้งไปและกลับ น่าเจ็บใจจริง ๆ" กล่าวจบก็คืนร่างเป็นพญาครุฑไปนำพระนางกากาติมาคืนพระราชาแล้วไม่หวนคืนกลับ มาเล่นสกากับมนุษย์อีกเลย





นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :    

ไม่มีใครจะเก็บรักษาสตรีไว้ได้นอกจากสตรีนั้นจะรักษาตนเอง




ที่มา : หนังสือนิทานชาดก โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

หน้า: [1] 2 3 ... 7


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal